????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

บอร์ดสำหรับ นักปั่นทัวร์ริ่ง นักปั่นระยะทางไกล พูดคุยเรื่องอุปกรณ์ เทคนิตการปั่น ที่พัก หรือการกินอยู่

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 12 มิ.ย. 2019, 05:52

:) :D เมื่อใส่บาตรในบ้านเรียบร้อยก็ขับรถเข้าตัวเมืองเชียงใหม่ ไปใส่บาตรที่หลัง มช.ซึ่งบริเวณนี้จะมีพระนักศึกษาออกบิณฑบาตรทุกเช้า มีพระเยอะมากจากหลาย ๆ วัดจะมาเดินบิณฑบาตรช่วงเช้า ๆ ตั้งแต่เวลา ๐๕.๓๐ - ๐๘.๐๐ น.ประมาณนี้ เสร็จจากใส่บาตร วันนี้น้องสาวเป็นเจ้าภาพเลี้ยงมื้อเที่ยงที่ครัวเอกทิพย์ ไปต่อกาแฟที่ อ.แม่ริม และไปถวายสังฆทานที่วัดถ้ำสีนิล อ.แม่แตง เนื่องในวันเกิดคุณนายก็อวยพรให้อยู่เย็นเป็นสุขตลอดไปครับ :) :)
แนบไฟล์
S__16015504.jpg
S__16015506.jpg
S__16015508.jpg
DSC_0036.JPG
DSC_0038.JPG
DSC_0039.JPG
DSC_0045.JPG
DSC_0067.JPG
DSC_0068.JPG
DSC_0069.JPG
DSC_0073.JPG
DSC_0074.JPG
DSC_0077.JPG
DSC_0078.JPG
DSC_0082.JPG
DSC_0086.JPG
องค์นี้นามท่านคือ ท่านตุ้ย เป็นองค์ซึ่งผมและคุณนายอุปฐากดูแล จะพากันไปเยี่ยมท่านเมื่อมีโอกาส ทราบข่าวว่าท่านจะเดินทางไปจำพรรษาที่ จ.สกลนคร ก็เป็นห่วงจึงได้มาสอบถาม รายละเอียดและให้ข้อคิดต่าง ๆ ท่านเป็นพระหนุ่มไฟแรง เป็นลูกศิษย์หลวงปู่เปลี่ยน ท่านแน่วแน่ในวัตรปฏิบัติมาก อยากให้ท่านได้เป็นเนื้อนาบุญทางพระพุทธศาสนาสืบต่อไป ท่านใดที่มีกำลังและอยากจะเกื้อกูลพระศาสนาก็หาพระดี ๆ ที่แน่วแน่ แล้วเข้าไปดูแลท่านให้กำลังใจท่าน อุปฐากท่านพระหนุ่มเณรน้อย จะได้มีกำลังใจในการสืบทอดพระศาสนาต่อไป
S__16015498.jpg
S__16015499.jpg
ท่านพระอาจารย์เล็ก รักษาการเจ้าอาวาสสำนักสงฆ์ถ้ำสีนิล เก่งทางภาวนามาก ชอบเดินธุดงค์ ท่านเดินมาจาก อ.บึงกาฬมาจำพรรษาที่นี่ได้ ๒ หรือ ๓ พรรษาคงจะพำนักอยู่ไปเรื่อย ๆ ปฏิปทาและการปฏิบัติเหมือนพระวัดป่าเคร่งครัด ชอบสันโดษ เราจะมีโอกาสสนทนากับท่านแค่ไม่กี่นาที เพราะจะรบกวนเวลาปฏิบัติสมาธิกรรมฐานของท่าน
DSC_0070.JPG
DSC_0071.JPG
อัฐิธาตุท่านพระอาจารย์ เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป ที่เก็บรักษาไว้ที่ถ้ำสีนิล เริ่มแปรกลายเป็นพระธาติ (อัศจรรย์ครับ)
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 14 มิ.ย. 2019, 05:58

:) :D อรุณสวัสดิ์ท่านที่เคารพทุกท่านครับ ขอย้อนไปขยายความเรื่องของความสุข สักเล็กน้อย ความสุขเป็นหมวดหนึ่งของความรู้สึก ซึ่งภาษาพระท่านเรียกว่า เวทนา เวทนาแบ่งเป็น ๓ คือ สุข (ทางกายหรือใจก็ตาม) ทุกข์ (ทางกายหรือทางใจก็ตาม) อทุกขมสุข (ไม่ทุกข์ไม่สุข คือ เฉย ๆ บางทีเรียกว่า อุเบกขา) อีกอย่างหนึ่งแบ่งเป็น ๕ คือ สุข (ทางกาย) ทุกข์ (ทางกาย) โสมนัส (ดีใจ) โทมนัส (เสียใจ) อุเบกขา (เฉย ๆ )

เฉย ๆ จึงเป็นสุขอย่างละเอียด พวกเรามักจะนำไปใช้ผิด ๆ กัน ต้องระมัดระวังครับ เพราะ เฉย แบ่งย่อยไปอีกเป็น ๒ คือ เฉย ฉลาด กับ เฉย โง่ เฉยฉลาด คือ เฉยแล้วมีปัญญารู้ทั่วทั้งหมดในความดับทุกข์..จึงเป็นความสุข เฉยอย่างฉลาดแต่ไม่มีปัญญารู้ทั่วทั้งหมดในความดับทุกข์..ก็เป็นความสุข เฉยโง่ เช่น เฉยเลยฟุ้งซ่าน...ก็เป็นความสุข หรือ เฉยอย่าง โง่ และสงสัย ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ .... ก็เป็นความสุข หรือ เฉยอย่าง โง่ และติดใจ - โลภ ของผู้มีกิเลสหนา...ก็เป็นความสุข ขอให้ระมัดระวังจงดีพิจารณาให้รอบคอบอย่าหลงประเด็นครับ :) :)
แนบไฟล์
DSC_0783.JPG
DSC_0784.JPG
DSC_0785.JPG
DSC_0786.JPG
DSC_0787.JPG
DSC_0788.JPG
จากห้าแยกไฟแดงที่พวกเราจอดเพื่อรอสัญญาณไฟเขียว เราปรึกษากันว่าคงต้องหาที่นอนใกล้ ๆ แถวนี้แหละ เมื่อสัญญาณไฟเขียวออก คุณชัยวัฒน์ รีบสปีดส์ตัวออกตามด้วยเฮียใหญ่คุณพรต และคุณนาย ส่วนผมนั้นถูกขวางด้วยรถยนต์คันใหญ่เพราะไฟเขียวเป็นเขียวทางตรงไม่ใช่เขียวเลี้ยวซ้าย ผมจึงต้องรอหากดันทุรังไปเกิดอุบัติเหตุจะไม่คุ้ม(เอาตัวรอดก่อน) เมื่อไฟเขียวเลี้ยวซ้ายให้สัญญาณผมก็รีบปั่นตาม เอะใจครับเพราะผมปั่นกึ่งสปีดส์..ตามไม่ทัน ไม่น่าจะใช่ จนมองเห็นภูเขาตรงหน้า ผมรู้ทันทีพลัดหลงกันแล้ว รีบโทร ฯ หา ปรากฏว่าคณะออกจากห้าแยกสัก ๑๐๐ ม.ก็เลี้ยวขวาเข้าตัวเมืองเป็นลี่เจียงเมืองใหม่ ส่วนผมมุ่งหน้าเข้าลี่เจียงเมืองเก่า จึงต้องปั่นกลับมาสมทบกับคณะที่จอดรอ โดยคุณชัยวัฒน์ปั่นย้อนกลับมารอรับที่ปากทางเลี้ยวเข้าเมือง

เราปั่นหาโรงแรมจนได้โรงแรมที่ถูกใจ ก่อนที่จะไปทานมื้อเย็น ช่วงมื้อเย็นเราคุยกันปรึกษากัน เราเหลือเวลาอีกแค่เพียง ๘ วัน ที่จะต้องแสตมป์วีซาออกจากเมืองจีน ช่วงที่อยู่ลี่เจียงยังมีหลายที่ ๆ เราตั้งเป้า ที่สำคัญคือ หุบเขาเสือกระโจน (Tiger Leaping Gorge) และภูเขาหิมะมังกรหยก ตามกำหนดการเราจะเหมารถเที่ยว ดังนั้นเป็นหน้าที่เฮียใหญ่ ผู้สันทัดกรณีทางภาษา ซึ่งเฮียใหญ่พ่อค้าใหญ่ใจดีผู้รอบคอบ ได้คุยกับเจ้าของโรงแรมให้หารถให้พวกเราเรียบร้อยแล้ว รถจะมารับช่วงเช้าเวลา ๐๗.๐๐ น. ดังนั้นหลังจากอิ่มหมีพีมันเราก็กลับที่พักแยกย้ายกันหลับนอนเอาแรงไปต่อในรุ่งเช้า
DSC_0789.JPG
DSC_0790.JPG
DSC_0794.JPG
๐๗.๐๐ น.รถมารอรับพวกเราที่หน้าโรงแรมที่พัก เพื่อจะพาพวกเราไปยังภูเขาหิมะมังกรหยก ก่อนไปรถพาไปแวะที่บริษัทไปเอาเสื้อกันหนาวและกระป๋องแก๊สอ๊อกซิเจนให้พวกเรา เนื่องจากอากาศหนาวมากที่ภูเขาหิมะมังกรหยก อุณหภูมิถึง -๑๔ องศาครับ
DSC_0802.JPG
DSC_0804.JPG
DSC_0806.JPG
DSC_0807.JPG
DSC_0809.JPG
DSC_0810.JPG
DSC_0811.JPG
DSC_0812.JPG
DSC_0814.JPG
DSC_0815.JPG
DSC_0816.JPG
คนรถซึ่งเป็นไกด์นำเที่ยวไปในตัว ได้พาคณะของเราไปถึงยังจุดตรวจก่อนจะเข้าไปยังสถานที่ ต้องมีการตรวจพาสปอร์ตสำหรับชาวต่างชาติ ตรวจบัตรประจำตัวสำหรับชาวจีน เป็นการรักษาความปลอดภัยตามปรกติ คนเยอะมากกกกก รถจอดยาวเหยียด เราถึงบาง อ้อ..ว่าทำไม่ต้องรีบมาแต่เช้า กว่าจะเข้าได้ใช้เวลาพอสมควร ไกด์พาไปยังจุดจอดรถเพื่อขึ้นรถบัสสำหรับนักท่องเที่ยวโดยเฉพาะ (ห้ามรถทุกชนิดเข้า) เราต้องนั่งรวมไปกับนักท่องเที่ยวชาวจีน เข้าไปถึงจุดที่จะขึ้นกระเช้าไปชมวิวยังต้องตรวจเข้มอีกครั้ง บวกกับคนที่วุ่นวาย(สำหรับผม) ก็รู้สึกเหนื่อยซะแล้วครับ.
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 15 มิ.ย. 2019, 06:45

:idea: :idea: ภูเขาหิมะมังกรหยก (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี) ภูเขาหิมะมังกรหยก (จีนตัวย่อ: 玉龙雪山; จีนตัวเต็ม: 玉龍雪山; พินอิน: Yùlóngxuě Shān) เป็นเทือกเขาขนาดเล็กที่อยู่ใกล้กับเมืองลี่เจียง ในมณฑลยูนนาน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ยอดเขาที่สูงที่สุดมีชื่อว่า ช่านจึโต่ว (จีน: 扇子陡; พินอิน: Shànzi Dǒu) ทิวทัศน์ของเทือกเขาที่มองจากสวนที่สระมังกรดำในเมืองลี่เจียงนั้น กล่าวกันว่าเป็นหนึ่งในทิวทัศน์ที่งดงามที่สุดของจีน

ภูเขาหิมะมังกรหยก หรือ อวี้หลงเซี่ยซาน เป็นภูเขาหิมะที่อยู่ใกล้ประเทศไทยที่สุด ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองเก่าลี่เจียง เป็นภูเขาสูงที่ตั้งตระหง่าน ซึ่งมีหิมะปกคลุมอยู่ตลอดทั้งปี ทิวเขาแห่งนี้ประกอบไปด้วยสภาพแวดล้อมต่างๆ ทั้งหุบห้วย ธารน้ำ แนวผา และทุ่งหญ้าน่าซี ทิวเขาแห่งนี้เมื่อมองจากระยะไกล จะเห็นเป็นลักษณะคล้ายมังกรกำลังเลื้อย สีขาวของหิมะที่ปกคลุมอยู่นั้นดูราวกับหยกขาว ที่ตัดกับสีน้ำเงินของท้องฟ้า คล้ายมังกรขาวบนฟากฟ้า ทิวเขาแห่งนี้จึงได้ชื่อว่า ภูเขาหิมะมังกรหยก JADE DRAGON SNOW MOUNTAIN นักท่องเที่ยวสามารถนั่งกระเช้าไฟฟ้า ขึ้นสู่จุดชมวิวบนยอดเขาที่ความสูงกว่า 3,356 เมตร และสูงกว่าระดับน้ำทะเลถึง 4,506 เมตร เพื่อชมวิวทิวทัศน์และธรรมชาติบนจุดที่สวยงามที่สุด ตลอดสองข้างทางที่ขึ้นยอดเขา ชื่นชมและดื่มด่ำกับความหนาวเย็นของธรรมชาติ อีกทั้งภูเขาหิมะมังกรหยกแห่งนี้ ยังเป็นที่มาของตำนาน ชนเผ่าน่าซี ที่อาศัยอยู่ในเขตที่ราบแถบนี้มานานนับพันปี ทิวเขาแห่งนี้มีพัมธุ์พืชปกคลุมอย่างหนาแน่น ช่วงฤดูใบไม้ผลิ ดอกไม้ป่าจะผลิบานมีสีสันตระการตา ผู้คนจะพากันต้อนสัตว์เลี้ยง พวก แพะ แกะ และจามรีเพื่ออกมากินหญ้า :idea: :idea:
แนบไฟล์
DSC_0818.JPG
DSC_0820.JPG
DSC_0821.JPG
DSC_0822.JPG
จากจุดเปลี่ยนรถที่ทุก ๆ คนจะต้องนำรถมาจอดเพื่อซื้อบัตรและขึ้นรถทัวร์บริการที่เตรียมจัดไว้นำส่งยังกระเช้าไฟฟ้า เพื่อต่อไปยังยอดเขาอีกทอดหนึ่ง จุดนี้สับสนอลหม่านพอควร เพราะแต่ละทัวร์พยายามตล่อมลูกทัวร์ให้อยู่เป็นกลุ่ม เสียงโล้งเล้ง ๆ และไกด์ของเราต้องคอยดูแลพวกเราไม่ให้พลัดหลงกัน เพราะทุกคนใส่โคทสีแดงเหมือนกันหมด ก่อนผ่านไปขึ้นรถยังต้องมีการตรวจบัตรประจำตัวและพาสปอร์ตเป็นรอบที่สอง (ยุ่งยากพอควร) กว่าจะผ่านประตูเดินไปจนถึงจุดจอดรถเล่นเอาเหนื่อย(ใจ) พอควร
DSC_0823.JPG
DSC_0827.JPG
DSC_0828.JPG
DSC_0829.JPG
DSC_0830.JPG
DSC_0831.JPG
DSC_0833.JPG
DSC_0834.JPG
รถพาเรามายังจุดที่จะต้องขึ้นกระเช้า ต้องเดินเข้าแถวเป็นคิวยาวเรียงเป็นช่อง ๆ ไปยังจุดที่บริการกระเช้านั่งขึ้นสู่ยอดเขา นั่งได้ครั้งละ ๖ คน ข้างละ ๓ กระเช้าจอดให้ขึ้น - ลงเร็วมาก เราต้องรีบกันจุดนี้ก็อลเวงพอควร
1556081225910.jpg
1556081227876.jpg
1556081231969.jpg
1556081206595.jpg
1556081208561.jpg
1556081212213.jpg
1556081214602.jpg
เสื้อกันหนาวเราก็เตรียมไปกันอย่างดี เพราะตรวจสอบสภาพอากาศแล้วถึง - ๑๔ องศา แต่ท่านไม่ต้องกังวล เนื่องจากบริษัทเตรียมเสื้อกันหนาวขนเป็ดไว้บริการพร้อมทั้งอ๊อกซิเจนกระป๋อง ขณะเดินขึ้นเขาเสื้อที่สรวมใส่หนามาก เล่นเอารู้สึกร้อน ทดลองถอดสีแดงออกก็ยังสบาย ๆ แต่พออยู่นาน ๆ ก็เย็นขึ้นมา ร้อนสุดหนาวสุด ต่างมีปัญหากับร่างกายมนุษย์ - สัตว์ทำให้เกิด สุข - ทุกข์ได้ ถึงจุดนี้ทำให้เราคิดว่า "เมืองไทยน่าจะดีที่สุดในโลก" มีอากาศทั้ง ๓ ฤดู ร้อน ฝน หนาว แต่ละฤดูก็ให้ความสุขไปคนละแบบ ๆ ไตร่ตรองให้ดีวางใจให้เป็นธรรม ตลอดทั้งปีเมืองไทยไม่เป็นทุกข์เลย เราอยู่กันแบบปกติ พอร้อนมาก ๆ ก็จะคิดได้เดี๋ยวฝนก็ตกคลายร้อนแน่นอน พอหนาวมาก ๆ สักครู่แดดก็ออกคลายหนาวแน่นอน ฝนตกมาก ๆ ประเดี๋ยวก็หยุดไม่มีตกแบบไม่หยุดอย่างไรเสียมันต้องหยุด ถ้าทำใจให้เป็นธรรมเมืองไทยเหมาะสำหรับคนไทยและพวกเราโชคดีที่ได้เกิดมาเป็น "คนไทย" ที่มี ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ทั้ง ๓ สถาบันเป็นหลักยึด

สรุปอย่า "เนรคุณชาติ" จงตอบแทนชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ด้วยการ คิดดี ทำดี พูดดี ร่วมรักสามัคคีคนในชาติให้เป็นหนึ่งเดียว ไม่คิดแบ่งแยกเป็นฝักเป็นฝ่าย คนไทยอะไร ๆ ก็ดีครับเสียอย่างเดียวมัน "ศรีธนญชัย" ตรงนี้แหละครับที่สุดเลว อย่าไปประพฤติปฏิบัติกันนะครับ
1556081224022.jpg
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 16 มิ.ย. 2019, 06:41

:) :D ขึ้นไปอยู่บนยอดเขาหิมะมังกรหยก อากาศเบาบางมาก หลาย ๆ คนต้องยกกระป๋องแก๊สขึ้นมาสูดดม เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้ทดลองสูดอากาศกระป๋อง สังเกตุเดินเร็วจะเหนื่อยหอบง่าย ผมสองคนคุณนายพักเป็นระยะจนมาถึงจุดหนึ่ง จุดสูงสุดของเนิน ๔๕๗๖ เราสองคนนั่งพักผมซึ่งรู้สึกได้ว่า "ไม่ค่อย Happy" บอกคุณนายว่าเราไม่จำเป็นต้องไปให้ถึงจุดสูงสุด เพราะมันก็ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ คุณนายเห็นด้วย

ช่วงนั่งพักมีเวลาได้หลับตาทำสมาธิจิตก็หวลคิดรำลึกถึงอดีตที่ ครั้งหนึ่งรับราชการอยู่ภาคใต้ ยามใดที่ขับรถกลับบ้านที่เชียงใหม่ ทุกครั้งไม่เคยลืมที่จะแวะที่สวนโมกข์ เพราะผมชอบที่จะสนทนาธรรมกับหลวงปู่พุทธทาส จำได้ครั้งหนึ่งเราสนทนากันเกี่ยวกับการเดินทาง มีเรื่องหนึ่งผมสนใจมาก ๆ คือการเดินทางไปต่างประเทศ เห็นว่าหลวงปู่ได้รับรางวัลมากมายคงเดินทางไปไหนมาไหนบ่อย จึงสอบถามว่า "หลวงปู่ชอบเที่ยวต่างประเทศไหม ?" หลวงปู่เมตตาให้สติตอบคำถามผม "ไปทำไม ไม่เห็นมีอะไร พระอาทิตย์ พระจันทร์และดวงดาว ก็ดวงเดียวกัน ภูเขาต้นไม้อากาศก็ไม่แตกต่างกัน สัตว์ คน ก็เหมือนกันจะแตกต่างก็เพียงคำพูดวัฒนธรรมประเพณีเท่านั้น สู้อยู่กับที่เร่งทำภาวนาให้จิตหลุดพ้น จากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไม่ดีกว่าหรือ ?" ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาจิตผมเริ่มคลายไม่คิดที่จะเดินทางไปไหน แต่ถ้าจะเดินทางก็ไม่ลืมกำหนดจิต ให้เห็นความเกิด- ดับ ให้เกิดมีขึ้นในใจเสมอ ๆ เพื่อไม่ให้จิตได้หลงเพลิดเพลินไปกับ ผัสสะ ซึ่งจะปรุงแต่งให้เกิด สุข - ทุกข์

เมื่อได้มาปั่นจักรยานพบกับความเหนื่อยสุด ๆ สังเกตุข้อธรรมผุดขึ้นในใจเรื่อยมา จนถึงจุดหนึ่งเหมือนจะบรรลุว่า "เห็นทุกข์จึงเห็นธรรม" ตรงตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ สิ่งนี้นี่เองทำให้ผมรักในการปั่นจักรยาน และได้พยายามพาคุณนายให้ออกมาปั่นด้วยกัน เมื่อเรามาปั่นร่วมกันเราก็ได้เจริญสติ สมาธิ สวดมนต์ไหว้พระ เรียกว่าได้ปฏิบัติธรรมและยิ่งปั่นออกต่างประเทศเราได้เห็นความทุกข์ ของมวลมนุษย์เพื่อนร่วมโลกซึ่งไม่แตกต่างกันเลย ทุกคนมีทุกข์แทบทั้งสิ้น เชื่อว่าคุณนายคงได้ข้อคิด ข้อธรรมเหมือนกับที่ผมได้ ผมจึงอยากจะเชิญชวนทุกท่านให้มาปั่นจักรยานในแนวทางแบบเดียวกันกับเรา ๒ คน เชื่อนะครับว่าท่านจะได้ทั้งการท่องเที่ยว ธรรมะ ตลอดจนสุขภาพทั้ง กาย - ใจ ชีวิตจะคลายทุกข์ สุขจะเพิ่มขึ้น ไม่เชื่อทดลองซิครับ :lol: :lol:
แนบไฟล์
3057889.jpg
S__16670725.jpg
คนยืนขวาคือไกด์ของเราที่มาส่งพวกเราจนถึงจุดที่จะเข้าไปยังกระเช้า ปล่อยให้เราเดินไปขึ้นกระเช้า ส่วนเขาลงไปรอเราที่จุดจอดรถเพื่อจะนำเราไปต่อยังจุดอื่นอีก
S__16670727.jpg
S__16670729.jpg
S__16670730.jpg
S__16670732.jpg
S__16670733.jpg
S__16670734.jpg
S__16670758.jpg
S__16670734.jpg
S__16670736.jpg
กลุ่มนักท่องเที่ยวสาวจีนคงได้ยินเราคุยกันก็คงคิดนะว่าภาษาแปลก ๆ จึงเข้ามาสอบถามพอทราบว่าพวกเราเป็นคนไทย คราวนี้มากันเป็นกลุ่มมาคุยด้วย ได้ยินกิตติศัพท์เมืองไทย อยากไปเที่ยวเมืองไทย อยากกินอาหารไทย (ไม่รู้อยากมีแฟนเป็นคนไทย ? ๕๕) พอทราบว่าพวกเราปั่นจักรยานมา ยิ่งชอบใจเพราะบรรดาหล่อนทั้งหลายก็ชอบปั่นจักรยาน ขั้วเดียวกันมักจะเจอกัน ทำให้ได้คิดนะครับว่า "ทำตัวดีไปแห่งหนตำบลใด มักจะเจอคนดี ๆ "
S__16670739.jpg
S__16670742.jpg
๓ หนุ่มขาแรงขึ้นไปจนสุดยอด ได้ภาพถ่ายกับธงแดงสมใจ เป็นความสุขใจภาคภูมิใจเพราะทุกคณะพยายามขึ้นให้ถึงยอด และที่ยอดเขาบรรดานักท่องเที่ยวแออัดยัดเยียดแย่งกันเก็บภาพมองจากข้างล่างขึ้นไปเหนื่อยแทนครับ ๕๕๕
S__16670743.jpg
S__16670745.jpg
S__16670746.jpg
S__16670747.jpg
S__16670785.jpg
สภาพอากาศที่เบาบางต้องพักเป็นจุด ๆ จะมีที่นั่งให้นั่งพัก สุดท้ายคุณนายสละสิทธิ์ไม่ขึ้นไปให้ถึงยอดเขา ผมก็เห็นด้วยหากขืนดันทุรังแก๊สหมดจะลำบาก เราก็เลยนั่งรอ ๓ หนุ่ม ณ จุดสูงสุดของ ๔๕๗๖
S__16670790.jpg
S__16670808.jpg
เที่ยวกันจนได้เวลาพากันเดินลงมานั่งกระเช้ากลับเพื่อไปชมจุดต่อไปและไปทานมื้อเที่ยงซึ่งอยู่ในรายการของการนำเที่ยวด้วย ทุกคนมาที่ภูเขาหิมะมังกรก็ต้องมาทานอาหารกันทุกคน คนเยอะมาก ๆ แต่เขาก็บริหารจัดการได้ดี ชื่นชมครับเรียกว่ามืออาชีพ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 17 มิ.ย. 2019, 07:28

:) :D อรุณสวัสดิ์ครับ หลังจากที่พวกเราลงจากภูเขาหิมะ ไกด์ก็มารอรับพวกเราพาไปยังรถบัสที่จะนำพาพวกเราไป ชมสระมรกตและต่อไปยังโรงเลี้ยงที่ผมใช้คำว่าโรงเลี้ยงเพราะ นักท่องเที่ยวทุกคนที่มาเที่ยวภูเขาหิมะมังกรหยก จะต้องไปตามโปรแกรมนี้ทุกคน นอกจากพวกที่ไม่มากับทัวร์ คนที่ใช้บริการทัวร์มีเยอะมากเป็นหลักหลายพันต่อวัน ดังนั้นอาหารที่จัดบริการจึงต้องเป็นลักษณะโรงเลี้ยงเพื่อรองรับคนเป็นจำนวนมาก แต่ยืนยันถึงเป็นโรงเลี้ยงเขาก็จัดได้ดีเยี่ยมเรียกว่ามาตรฐานเท่าเทียมกัน ผมสองคนคุณนายลำบากนิดหนึ่งที่เราไม่ทานเนื้อสัตว์ อาหารที่เขาเตรียมไว้เป็นประเภทสุกี้ซึ่งทางร้านก็ใจดี ยอมเสียเวลาเอาใจลูกค้าจัดข้าวผัดไข่ให้เราจานใหญ่ อร่อยใช้ได้สบายใจอาหารในเมืองจีนพอพูดว่าไม่ทานเนื้อสัตว์ เราไม่ต้องห่วงจำพวกเครื่องปรุงเพราะเขาไม่มีน้ำปลาหลัก ๆ เขาใช้เกลือ และเขารู้ว่าพวกไม่ทานเนื้อสัตว์ล้วนเป็น เจ แต่เราจะบอกเขาเราเป็นเจที่ทานไข่ ๕๕๕ :lol: :lol:
แนบไฟล์
DSC_0999.JPG
ไกด์เหมือนจะรู้เวลาพอเราออกจากกกระเช้าเดินมาถึงทางออกไกด์ก็ยืนรอเราพาเราไปนั่งรถเพื่อต่อไปยังสระน้ำมรกต ที่น้ำใสเขียวน่าลงว่ายเล่น ที่จุดนี้เหมือนจะเป็นจุดพักให้ชื่นชมธรรมชาติและหันไปมองยอดภูเขามังกรหยก เพื่อประทับความทรงจำอีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะพาพวกเราไปทานอาหารที่โรงเลี้ยง
DSC_0002.JPG
S__16670769.jpg
S__16670770.jpg
S__16670774.jpg
S__16670776.jpg
S__16670780.jpg
S__16670762.jpg
S__16670764.jpg
DSC_0009.JPG
DSC_0011.JPG
DSC_0012.JPG
DSC_0013.JPG
อาหารเป็นแบบสุกี้เนื้อสัตว์ แต่ของเรา ๒ คน ทางร้านก็จัดทำข้าวผัดไข่ให้เราพอทานได้ทำมาจานโต ทานไม่หมดครับ
DSC_0046.JPG
DSC_0047.JPG
DSC_0049.JPG
DSC_0051.JPG
DSC_0052.JPG
DSC_0056.JPG
หลังจากที่เลี้ยงมื้อเที่ยงตามโปรแกรมเรียบร้อยไกด์ก็พาเรากลับมายังที่จอดรถ ณ จุดนี้ยังมีการแสดงพาเหรดวงโยธวาทิตแต่ทีมเราไม่ได้มีโปรแกรมที่เข้าชม เรามีโปรแกรมอยากไปที่ Tiger Leap Gorge หุบเขาเสือกระโจน ซึ่งไกด์บอกไม่สามารถไปได้ทันแล้วเพราะต้องใช้เวลา สุดท้ายเราจึงปรึกษากันหาวิธีการกลับต้าลี่ มีสองทางคือทางรถโดยสารและทางรถไฟ มันเป็นความเสียดายสุด ๆ ที่ไม่สามารถไปเที่ยว ณ หุบเขาเสือกระโจนได้ ช่วงที่เราปั่นจากแชงกีลาลงมาลี่เจียง จะมีทางแยกเข้าไปยังหุบเขาเสือกระโจน ระยะทางไปกลับประมาณ ๔๐ กม.เราปรึกษากันแล้วว่าเราจะอาศัยทัวร์เข้ามาเที่ยวเป็นการประหยัดเวลา ไม่ต้องเสียเวลานอนที่หุบเขาเสือกระโจน ซึ่งแผนการนอนที่หุบเขาผมวางไว้ก่อนแล้ว แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนความคิดเปลี่ยน ผมก็ต้องเปลี่ยนความคิด คล้อยตามความคิดของหมู่คณะซึ่งน่าจะถูกต้องมากกว่า แต่พอพวกเราต้องมาผิดหวังที่ไม่สามารถให้เป็นไปตามที่กำหนด เราก็ต้องทำใจเดินหน้าต่อไป เรียกว่า The Show must go on สุดท้ายเราจะทำอย่างไรก็โปรดติดตามครับ ทุกปัญหามีทางออกเสมอ ๆ
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 18 มิ.ย. 2019, 05:04

:idea: :idea: ปัญหา เป็น คำนาม
๑.ข้อสงสัย, ข้อขัดข้อง, อุปสรรค.เช่น "ดำเนินการต่อได้โดยไม่มีปัญหา"
๒.คำถาม. เช่น"ตอบปัญหาภาษาไทย"
๓.สิ่งที่ต้องพิจารณาแก้ไขให้ลุล่วง เช่น "ปัญหาความยากจน"

แดเนียล เทยากู (Daniel Theyagu) แบ่งประเภทของปัญหาตามรากฐานกำเนิดเป็น 4 ประเภทได้แก่

๑.ปัญหาที่มาจากคำถาม - เกิดขึ้นเมื่อมีคำถามที่ต้องการคำตอบ และบางครั้งมันก็อาจจะยากที่จะให้คำตอบ เพราะอาจต้องรวบรวมข้อมูลและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาตอบคำถามหรือตัดสินใจ

๒.ปัญหาที่มาจากสถานการณ์ - เกิดขึ้นเมื่อสถานการณ์ปัจจุบันประสบสภาวะลำบาก ต้องกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อแก้ปัญหา บางครั้งปัญหาเกิดขึ้นเมื่อจำเป็นต้องเลือกสิ่งหนึ่งและจำใจต้องละทิ้งอีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งสิ่งที่ถูกละทิ้งก็อาจจะเป็นปัญหาใหม่

๓.ปัญหาที่มาจากการโน้มน้าว - การโน้มน้าวจูงใจจากเพื่อนร่วมงาน เจ้านาย ลูกค้า หรือคนในครอบครัว อาจก่อให้เกิดปัญหา เนื่องจากหากเห็นใจและทำตามการโน้มน้าว อาจจะส่งผลกระทบต่อตัวเองหรือผู้ที่เกี่ยวข้อง หรือหากไม่ทำตามก็จะถูกตำหนิหรือถูกตราหน้าจากเพื่อนร่วมงาน ฯลฯ ดังกล่าว

๔.ปัญหาที่มาจากการแก้ปัญหา - เป็นปัญหาที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขปัญหา หากไม่แก้ปัญหาจะไม่สามารถดำเนินงานต่อไปได้ ควรมีการวางแผนเพื่อรับมือกับปัญหาเดิมที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต
:idea: :idea:


:shock: :shock: เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ซึ่งนำนิสิตนักศึกษาประชาชนหลายแสนคนเดินขบวนต่อต้านรัฐบาลถนอม-ประภาส จนเกิดการปฏิวัติยึดอำนาจ มีรัฐบาลใหม่รัฐธรรมนูญใหม่ตามมาด้วยขบวนการแก้แค้นเข่นฆ่าประชาชนจนเขาต้องหนีเข้าป่าจับอาวุธมาสู้กับรัฐบาล สุดท้ายเขายอมแพ้ กลับมาใช้ชีวิตเยี่ยงสามัญชนคนธรรมดา

อ่านทัศนะของเสกสรรค์วัย 70 ปี
***************
เมื่อเลิกตัดสินโลก เลิกตัดสินตัวเองได้ ก็จะพบกับโลกใหม่ ชีวิตใหม่ นี่คือหนึ่งตัวอย่าง ที่ฝึกได้ด้วย ไดอะล็อค...

"วิถีปัจจุบัน" ของ...ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

บุคลิกภาพอย่างผมมันเข้ากันไม่ได้กับเศรษฐกิจฟองสบู่... มันเข้าไม่ได้กับระบบที่แข่งขันเอารัดเอาเปรียบ เพราะเราเชื่อเรื่องความสมถะสำรวม เชื่อเรื่องแบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะฉะนั้น...จึงเกิดสภาพที่เรารู้สึกถูกกดดันและถูกตามล่าตามล้าง รู้สึกแปลกแยก โดดเดี่ยว คิดอะไรไม่เหมือนเพื่อนพ้องคนรอบข้าง ไม่ว่าเราจะอยู่ตรงไหนเหมือนกับว่าเราไม่เคยพบกับการต้อนรับที่ดี เราเข้ากับเขาไม่ได้

สิ่งเหล่านี้...นำพาผมมาถึงจุดที่รู้สึกเหนื่อยล้าหมดแรงอย่างยิ่งกระทั่งนำไปสู่ชีวิตส่วนตัวที่ล้มเหลว หลัง ๒๕๔๐ ไม่นาน...ผมกับภรรยาได้แยกทางเดินกัน แม้เราจะไม่ได้โกรธเกลียดกันและเพียงเปลี่ยนความสัมพันธ์จากคู่ครองมาเป็นเพื่อน แต่มันก็สั่นคลอนความรู้สึกนึกคิดของผมอย่างถึงราก ตอนนั้นผมเริ่มเข้าสู่วัย ๕๐ กว่าแล้ว...ผมต้องถามตัวเอง ว่าจะยืนต้านกระแสหลักในสังคมแบบที่ผ่านมา แล้วสะสมความเจ็บปวดขมขื่นต่อไป หรือ ควรเปลี่ยนมุมมองและพฤติกรรมเสียใหม่เพื่อให้มีชีวิตอยู่ได้

มีหนทางไหนบ้างที่เราไม่ต้องทุกข์ทรมานขนาดนี้...ขณะเดียวกันก็ไม่ต้องยอมเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่เราไม่เห็นด้วย ในช่วงนี้...ผมได้ลงลึกสำรวจวิจารณ์ตัวเองอย่างเอาเป็นเอาตาย และในที่สุดก็ค้นพบว่ามีอะไรบางอย่าง ไม่ถูกในวิธีคิดของผมเอง

ประการที่หนึ่ง : ที่ผ่านมาผมยึดถือในการต่อสู้และมองโลกเป็นความขัดแย้งมากเกินไป ที่ทางธรรมะเขาเรียกว่า ทวินิยม (Dualism) เห็นว่าทุกอย่างดำรงอยู่เป็นคู่ มีดีมีชั่ว มีขาว มีดำ แล้วก็ไปยืนเลือกข้างใดข้างหนึ่งอยู่ตลอดเวลา ต่อสู้กันมากก็เหนื่อยมาก ตัวผมเองทั้งถูกทำร้ายและทำร้ายผู้อื่นมาอย่างต่อเนื่อง

ประการที่สอง : ผมเริ่มมองเห็นว่าอะไรหลายๆ อย่างที่ผมยึดถือ เป็นเรื่องที่ผมคิดไปเอง เป็นอัตวิสัย ที่โลกเขายังไม่พร้อมจะเห็นด้วย เราพยายามเอาตัวเองไปบังคับโลก เมื่อไม่ได้ ดังใจก็ผิดหวังเศร้าโศก แล้วยังโดนเขาตอบโต้มาแรงๆ เพราะฉะนั้น `เหตุแห่งทุกข์´ จึงอยู่ในอัตตาของเราเอง ไม่ว่าจะเรียกมันว่าอุดมคติหรืออุดมการณ์อะไรก็ตาม การวิจารณ์ตัวเองใน ลักษณะนี้ได้พาผมย้ายความคิดจากทางโลกมาสู่ทางธรรมมากขึ้นแบบรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้าง แต่นั่นยังไม่มีผลเปลี่ยนแปลงเท่ากับประสบการณ์ทางจิตวิญญาณที่เกิดขึ้นระยะนั้น ประสบการณ์ดังกล่าวมีพลังมากกว่าเหตุผลและความคิดใดๆ พูดให้ชัดขึ้นก็คือ ความเจ็บปวด กับชีวิตมากทำให้ใช้วิธีตัดตัวเองออกจากอดีตและอนาคต ทำให้ผมอยู่กับปัจจุบันขณะ

ซึ่งถ้าพูดในภาษาธรรมเวลานี้ผมรู้แล้วว่ามันคือ...สมาธิ แต่ตอนนั้นผมไม่รู้ว่าคืออะไร รู้แต่ว่าสบายใจ โปร่งโล่งไปหมด อยู่กับปัจจุบันขณะ มันทำให้เราปลดแอกตัวเราออกจากภาระทางจิต ที่เราแบกมาตลอดว่าเราเป็นใคร มาจากไหน เคยผ่านอะไรมาบ้าง ข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เราปลดออกหมด เรียกว่าปลดแอกจากอัตตา

ในตอนแรก...ผมทำสิ่งนี้ไปเพื่อหาทางดับทุกข์ด้วยตัวเอง โดยไม่มีทฤษฎีอะไรชี้นำ แต่ว่าทำแล้วรู้สึกว่ามันช่วยให้อยู่รอดในช่วงที่เราอาจจะอยู่ไม่รอด...ก็เลยยึดไว้เป็นแนวทาง พอไม่คิดว่าตัวเองเป็นใคร ความรู้สึกทุกข์ร้อนมันหายไปมาก ข้อแรก...ไม่เดือดร้อนว่าคนอื่นจะมองเราอย่างไร

ข้อสอง...ไม่มีความเห็นว่าโลกและชีวิตควรจะเป็นอย่างไร เราไม่มีข้อเรียกร้องทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น เช่นเดียวกับการที่เราไม่เอาอดีตมากลุ้มและเอาอนาคตมากังวล มันทำให้เราไม่มีสิ่งที่ผิดหวัง ไม่มีสิ่งที่เสียใจ ผมทำอย่างนี้อยู่พักใหญ่ ทีแรกก็เหมือนกับหลอกตัวเองด้วยการปิดกั้นความทุกข์โศกไม่ให้มันเข้ามาในห้วงนึก แต่พอทำไปมากขึ้น ปรากฏว่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงทางจิตขึ้นมาโดยไม่ได้คาดฝัน คือตื่นขึ้นมาวันหนึ่งผมรู้สึกมีความสุขอย่างไม่มีเหตุมีผล ผมรู้สึกได้ว่าความสุขมันมาจากข้างใน มันอยู่ในตัวผม เป็นความปลื้มปีติอะไรบางอย่างที่ไม่เกี่ยวกับโลกภายนอกเลย เรื่องราวทุกข์โศกที่เคยมีมาดูเหมือนจะหายไปหมด

จากนั้นความรู้สึกที่ผมมีต่อโลกรอบๆ ตัวก็เปลี่ยนไปด้วย ผมเริ่มไปนับญาติกับต้นไม้ จิ้งจก นก หนู กระรอก ผมพูด กับพวกเขาเหมือนเป็นคนด้วยกัน ทำร้ายเขาแบบเดิมๆ ไม่ได้ กระทั่งมดผมก็ไม่ฆ่า จิ้งจกตกไป ในโถส้วมก็คอยช่วย มดมาขึ้นชามอาหารที่ผมให้หมา ผมต้องเคาะออก ไม่เอาน้ำราดลงไป ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ มันรู้สึกขึ้นมาเองว่าไม่อยากทำร้ายชีวิตใดๆ ผมแปลกใจมาก เพราะว่าเดิมเป็นคนที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมาเยอะ เป็นคนที่ทำบาปมาเยอะมาก วันดีคืนดีพบตัวเอง มีจิตใจแบบนี้ มันอธิบายไม่ถูกเหมือนกันว่าเป็นไปได้อย่างไร แล้วที่สำคัญก็คือในความเบิกบานจากข้างในนี้ ผมเลิกรู้สึกพ่ายแพ้ขมขื่นกับชีวิตโดยสิ้นเชิง ผมไม่รู้สึกว่าตัวเองมีอะไรน่าสงสาร ไม่ทุกข์ร้อนที่เคยแพ้สงครามปฏิวัติ หรือมีปัญหาส่วนตัวอะไรทั้งสิ้น

เป็นครั้งแรก...ที่ผมมองอดีตของตัวเองได้ทุกเรื่องด้วยความรู้สึกนิ่งเฉย สิ่งเหล่านี้มันทำให้ผมค้นพบว่า...ชีวิตทุกข์สุขขึ้นอยู่กับมุมมองมากทีเดียว และบ่อยครั้ง เรามักเอาความคิดสารพัดไปปรุงแต่งมันจนรกรุงรังไปหมด กระทั่งหาแก่นแท้ไม่เจอ

บางคนยึดติดเงื่อนไขภายนอก โดยเฉพาะเงื่อนไขทางวัตถุและการชื่นชมของสังคม ก็หลับหูหลับตาหาแต่วัตถุและการยอมรับของคนอื่น

บางคนอย่างผมไม่ยึดถือวัตถุมากเท่ากับยึดติดในอุดมคติต่างๆ ก็ทำให้เกิดอารมณ์ทางลบสูงมาก เราจะต้านทุกอย่าง ที่ไม่เป็นไปตามคิด ผูกตัวเองไว้กับตัวความคิด แล้วหลงความคิด จิตใจก็มีแต่ว้าวุ่น ฟุ้งซ่าน ทะเลาะเบาะแว้ง ทุกข์ร้อนอยู่ตลอดเวลา

ท้ายที่สุดแล้ว...ผมคิดว่าชีวิตที่จะให้ความสงบแก่คุณได้ คือชีวิตที่ไม่มีจุดหมายกดทับ ไม่มีอุดมคติเป็นเครื่องร้อยรัด แต่เป็นชีวิตที่มีมรรควิถี

ผมเคยเขียนว่า...แต่ละก้าวที่คุณก้าวไป มันสำคัญกว่าจุดหมาย คุณเป็นหนึ่งเดียวกับ ก้าวนั้นหรือเปล่า ถ้าคุณเป็นหนึ่งเดียวกับก้าวนั้นวันนี้คุณพบตัวเองแล้ว แต่ละนาทีที่ผ่านไป ก็ครบถ้วนแล้ว แต่ถ้าคุณขัดแย้งกับปัจจุบันขณะของคุณอยู่ตลอดเวลา ตัวทำอย่างหนึ่ง ใจอยากทำอีกอย่างหนึ่ง คุณจะมีแต่ความทุกข์

...นั่นคือชีวิตของคนในโลกปัจจุบัน
:) :D
แนบไฟล์
DSC_0057.JPG
DSC_0058.JPG
DSC_0062.JPG
DSC_0064.JPG
DSC_0068.JPG
เป็นเช่นนั้นจริง ๆ กว่าเราจะเดินทางกลับถึงที่พัก เวลาก็ล่วงไปจนเย็น (๑๖.๓๐ น.) ที่ไกด์คุยให้เราฟังว่าจะต่อไปยังหุบเขาเสือกระโจนไม่มีทางทำได้ เมื่อถึงที่พักเราจึงหันหน้าเข้าปรึกษากัน นับจากวันพรุ่งนี้ ๒๕ เม.ย.๖๒ เราเหลือเวลาที่จะต้องแสตมป์ออกเมืองจีนอีก ๗ วัน จากลี่เจียง - ต้าลี่ ประมาณ ๒๐๐ กว่ากิโล และจาก ต้าลี่ - สิบสองปันนาอีก ๖๐๐ กว่ากิโล ต่อจากสิบสองปันนา จนถึงท่าเรือก่วนเหลยอีก ๑๐๐ กว่าโล เรียกว่ารวมแล้ว ๑๐๐๐ กว่าโล และเส้นทางจากการที่เราศึกษามาแบบคร่าว ๆ เป็นทางดอยที่สูงชันทั้งนั้น ถ้าปั่นเชื่อได้ไม่ทันกับเวลาแน่นอน เราจึงตัดสินใจเป็นเอกฉันท์ ว่า "เอาเวลาทั้งหมดไปปั่นเที่ยวที่สิบสองปันนา แล้วปั่นเข้าท่าเรือจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด"

เมื่อตกผลึกทางความคิดร่วมกัน เย็นนั้นเราก็ออกจากโรงแรมที่พัก เพื่อไปติดต่อรถที่จะไปยังสิบสองปันนา ปรากฏว่าไม่มีเลย (แปลกครับ ?)ไปที่สถานีรถไฟเราก็ไปไม่เจอ เนื่องจากสถานีรถไฟลุงกู บอกเป็น ๒ แห่งห่างกันมากเวลามืดแล้วด้วย สรุปได้ความว่า "ล้มเหลว" ๕๕๕ เราปั่นกลับไปเที่ยวต่อที่เมืองลี่เจียงเก่าก่อนจะกลับที่พักสบายใจ
DSC_0070.JPG
DSC_0075.JPG
DSC_0076.JPG
DSC_0078.JPG
DSC_0083.JPG
DSC_0085.JPG
DSC_0086.JPG
DSC_0092.JPG
DSC_0097.JPG
DSC_0101.JPG
DSC_0102.JPG
DSC_0113.JPG
DSC_0114.JPG
DSC_0120.JPG
DSC_0134.JPG
เมื่อวันที่ ๑๙ เม.ย.เราเดินทางมาจากต้าลี่ถึงลี่เจียงมืดพอดี เข้าโรงแรมที่พักคุณชัยวัฒ์ ฯ ได้ระเบิดอารมณ์ใส่พนักงานโรงแรมที่แอบก๊อปปี้พาสปอร์ตของพวกเรา รุ่งเช้าเราก็ออกจากโรงแรมเดินทางต่อไปแชงกีลาแต่เช้าเลย ไม่มีเวลาที่จะอยู่ชมลี่เจียงช่วงกลางวัน แต่ยังถือว่าโชคดีที่คืนนั้นเราออกมาทานข้าว ถือโอกาสเดินเที่ยวยามราตรีของลี่เจียงไปเรียบร้อยแล้ว

คืนวันนี้เรามาปั่นเที่ยวอีกรอบ ผ่านหน้าโรงแรมเดิมที่เราเข้ามาพักคืนวันนั้นด้วย กว่าเราจะกลับถึงที่พักที่ลี่เจียงเมืองใหม่ร่วม ๒๒.๓๐ น.กลับถึงโรงแรมที่พัก เฮียใหญ่ไม่ยอมแพ้ปัญหาที่จะเดินทางกลับสิบสองปันนาให้ได้ ผมชื่นชมแนวคิดวิธีการปฏิบัติของนักธุรกิจที่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างนิ่มนวล ติดตามนะครับผมจะรวบรวมความจำมาเล่าสู่ฟัง ขอเวลาแป๊บ...ครับ.
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 19 มิ.ย. 2019, 05:59

:) :D อรุณสวัสดิ์ครับท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผมเล่ามาถึงตอนที่เราปั่นไปตระเวนหารถที่จะกลับไปยังสิบสองปันนา สุดท้ายล้มเหลวเราก็เลยพากันไปปั่นเที่ยวในตัวเมืองลี่เจียงเก่า กลับถึงโรงแรมที่พักน่าจะ ๕ ทุ่มได้ เมื่อกลับถึงที่พักเฮียใหญ่ขอเวลาจัดการเรื่องยานพาหนะที่จะเดินทางกลับสิบสองปันนา

กรรมวิธีของเฮียใหญ่ ครั้งแรกเลยเฮียให้ทางผู้จัดการโรงแรมลี่เจียงจัดหารถให้ แต่ไม่สามารถจัดหาให้ได้ เพราะสู้ราคาไม่ไหวแพงเกิน โชคดีที่เฮียใหญ่เก็บเบอร์โทร ฯ ผู้จัดการโรงแรมต้าลี่ไว้ จึงได้ประสานขอเป็นธุระให้ พร้อมกับเฮียต้องโอนเงินให้เป็นค่ามัดจำ โดยอาศัยผ่านทางบัญชีของผู้จัดการโรงแรมลี่เจียง ซึ่งเมื่อโอนเงินเรียบร้อยทางต้าลี่ก็ยืนยันจะมารับช่วงเวลา ๑๔.๐๐ น.ของวันที่ ๒๕ คือในวันรุ่งขึ้น แต่ถึงแค่ต้าลี่เท่านั้น(ราคาเท่ากับที่พาเรามาส่งลี่เจียง)

หลังจากที่เฮียประสานจัดการทุกอย่างเรียบร้อย เฮียก็กลับขึ้นห้องพักและเรียกพวกเราพร้อมอธิบายให้ฟัง กับเตรียมโปรแกรมพรุ่งนี้เช้า หลังจากตื่นนอนแล้วเราจะพากันไปปั่นเที่ยวเมืองลี่เจียงเก่าช่วงกลางวัน และหลังเที่ยงจะได้กลับมาเตรียมตัวเดินทางกลับต้าลี่ คณะอดีตข้าราชการ ๔ คน ไม่มีใครปริปากพูดอะไรสักคำ แต่รับฟังและปฏิบัติตามที่เฮียใหญ่ตัดสินใจดำเนินการ ความคิดของผมเองในช่วงที่รับฟังเฮีย ผมมีความวิตกกังวลมากและคิดนะว่า " โอ..เฮียใหญ่นี่สุดยอดจริง ๆ เอาเกณฑ์อะไรมาวัดใจคน เชื่อใจ ไว้ใจ มั่นใจ ไม่คลางแคลงใจ เฉลียวใจ ฯ " ภาคธุรกิจที่เขาทำเงินเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน แตกต่างกับภาคราชการอย่างสิ้นเชิง คนที่ทำงานราชการมาทั้งชีวิตเมื่อหันมาทำธุรกิจเจ๊งทุกราย เพราะวิสัยทัศน์หลักคิดแตกต่างกันดังนั้นหลักนี้ใช้ไม่ได้กับบริบทบริหารประเทศ ขอให้สังเกตุประเทศใดที่บริหารโดยมีผู้บริหารที่เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนมาทั้งชีวิต ไปไม่รอดสักประเทศ ท้ายสุดพาประชาชนอดอยากแทบตายกันทั้งประเทศ :lol: :lol: :( :(

แนบไฟล์
38795.jpg
267617.jpg
DSC_0137.JPG
DSC_0138.JPG
รุ่งเช้าเราตื่นกันตามสบาย เพราะหลังจากที่เฮียใหญ่เรียกประชุมชี้แจงอธิบายนัดหมายกันเรียบร้อยก็ให้พวกเราพักผ่อน และบอกให้หลับให้สบายไม่กำหนดเวลาตื่น พร้อมเมื่อไหร่ก็ออกกัน ปรากฏว่าทุกคนก็ตื่นกันตามปรกติคือ ๐๗.๐๐ น.หลังจากที่กินมื้อเช้าเป็นกาแฟขนมปัง เบา ๆ ประมาณ ๐๙.๓๐ น.พวกเราก็ออกปั่นไปตามโปรแกรมที่กำหนดคือเข้าไปเที่ยวในตัวเมืองลี่เจียงเก่า
DSC_0160.JPG
DSC_0162.JPG
DSC_0163.JPG
DSC_0164.JPG
DSC_0165.JPG
DSC_0166.JPG
DSC_0170.JPG
DSC_0171.JPG
DSC_0175.JPG
DSC_0178.JPG
DSC_0181.JPG
DSC_0189.JPG
DSC_0190.JPG
DSC_0193.JPG
DSC_0195.JPG
DSC_0199.JPG
ลี่เจียงภาคกลางวันสวยงามร่มรื่น เย็นตา เย็นใจ ทุกซอกทุกมุมมีบรรยากาศน่าทัศนามาก ๆ มีเด็กนักเรียนมาทัศนศึกษา ผู้คนมาเดินเที่ยวชื่นชมวัฒนธรรม ศิลปกรรม ฯ ความเป็นอยู่ย้อนอดีตนักท่องเที่ยวชาวจีนมากันล้นหลาม พบเห็นชาวต่างชาติไม่มากนัก คงจะยังไม่ถึงหน้าเทศกาล สำหรับแชงกีลา ต้าลี่ ลี่เจียง เต๋อชิง บอกตรง ๆ นะถ้ามีโอกาสมาขอให้อยู่ที่ละสัก ๓ - ๔ วันเป็นอย่างน้อย เพื่อซึมซับบรรยากาศอันแสนโรแมนติคกับประวัติศาสตร์ที่ควรศึกษา ที่สำคัญชื่นชมรัฐบาลจีน ที่เขามีความสามารถย้ายเมืองไปสร้างแห่งใหม่โดยยังอนุลักษณ์เมืองเก่าไว้ห้ามเปลี่ยนแปลงปรับปรุงแก้ไขให้เพี้ยนไปจากเดิม สำหรับเมืองใหม่ใครจะก่อสร้างอะไรอย่างไรตึกจะสูงขนาดไหน เอาเต็มที่ส่วนเมืองเก่า "ห้ามเด็ดขาด" เมืองที่ว่า คือ คุนหมิง ต้าลี่ ลี่เจียง แชงกีลา เราไปก็จะพบคำว่า คุนหมิงเก่า ต้าลี่เก่า ลี่เจียงเก่า และแชงกีลาเก่า เป็นต้น และนี่คือเสน่ห์และจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
แก้ไขล่าสุดโดย Deang-sarapee เมื่อ 20 มิ.ย. 2019, 14:17, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 19 มิ.ย. 2019, 06:25

:) :D
แนบไฟล์
DSC_0226.JPG
DSC_0227.JPG
DSC_0230.JPG
DSC_0232.JPG
DSC_0234.JPG
DSC_0236.JPG
DSC_0238.JPG
DSC_0240.JPG
DSC_0242.JPG
DSC_0243.JPG
DSC_0244.JPG
DSC_0250.JPG
DSC_0255.JPG
DSC_0256.JPG
DSC_0259.JPG
DSC_0260.JPG
1556175183088.jpg
1556175206811.jpg
1556175207578.jpg
8D190976-0422-4486-B6BF-70C848B42A61.jpeg
ครอบครัวฝรั่งชาวแคนาดาพากันมาท่องเที่ยวที่แชงกีลา ลี่เจียง เข้ามาร่วมสนทนาด้วย สามีชอบปั่นสนใจทีมเราพอทราบว่าพวกเราเดินทางมาจากประเทศไทย นั่งรถจากห้วยทราย สปปล.ลาว - แชงกีลา และเริ่มปั่นมาจากแชงกีลา เป้าหมายท่าเรือก่วนเหลยเพื่อล่องเรือแม่น้ำโขงกลับประเทศไทย ตาลุกวาวสนใจมาก ๆ ในประเทศเขาโอกาสที่จะปั่นยาว ๆ แบบนี้ไม่ได้เพราะอากาศไม่เอื้ออำนวย
แก้ไขล่าสุดโดย Deang-sarapee เมื่อ 20 มิ.ย. 2019, 16:15, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 20 มิ.ย. 2019, 06:07

:idea: :idea: อรุณสวัสดิ์ครับ เช้าวันนี้ผมขออนุญาตุนำวีดีโอเรื่อง การคิดและกระบวนการคิดของมนุษย์ ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์กับท่านที่เข้ามาติดตามชม และ อ่านกระทู้นี้อย่างน้อยให้ได้ประโยชน์กับการเสียเวลาบ้างก็จะเป็นบุญกุศล สำหรับกระบวนการคิดและตัดสินใจ จริง ๆ แล้วผมเรียนเป็นคอร์สครับ มีความรู้แต่ไม่มีความสามารถ ๕๕๕ ส่วนเฮียใหญ่ของผมเชื่อคงไม่ได้เรียนครับ แต่มีความสามารถมากล้น ดังนั้นกระบวนการคิดและตัดสินใจเชื่อได้ว่า ต้องมาจากประสบการณ์กับสิ่งแวดล้อม เป็นสำคัญ เฮียใหญ่ค้าขายมาทั้งชีวิตรู้ชั้นเชิงทางด้านธุรกิจทุกแง่ทุกมุม เข้าใจจิตวิทยาคนเป็นอย่างดี ประกอบกับเฮียเป็นคนคิดบวกค่อนไปทางมีศีลธรรม จริยธรรมมาก ตลอดการเดินทางผ่านอุปสรรคไปได้ ขอบคุณเฮียครับ :) :)

สิ่งที่ผมพูดไว้ "มนุษย์เงินเดือนเข้ามาบริหารธุรกิจ ยิ่งระดับประเทศระดับโลก เชื่อ เจ๊ง กับ เจ๊ง ครับ" อย่าทรนงตนหลงตน ควรยอมรับความจริง "ลงได้ก็ลงเถอะ" จากการที่ได้มีโอกาสเดินทางร่วมกับเฮียในครั้งนี้ ทำให้ยิ่งตระหนักชัดในใจผมว่า บรรดาข้าราชการนั้นท่านคือผู้ที่จะช่วยส่งเสริมภาคธุรกิจให้เขาได้รับความสดวกสบายยิ่ง ๆ ขึ้น อย่าริลงไปทำไปบริหารเอง มันมือคนละชั้นจริง ๆ ขอเถอะครับ :( :(


แนบไฟล์
6677.jpg
777322.jpg
DSC_0260.JPG
DSC_0261.JPG
DSC_0263.JPG
DSC_0270.JPG
DSC_0271.JPG
DSC_0273.JPG
DSC_0276.JPG
DSC_0278.JPG
DSC_0281.JPG
DSC_0283.JPG
DSC_0284.JPG
เที่ยงกว่าแล้วได้เวลาที่ต้องอำลาลี่เจียงเมืองเก่า เพื่อกลับไปเตรียมตัวนั่งรถที่จะมาจากต้าลี่ ซึ่งนัดเฮียใหญ่ไว้ว่าจะถึงลี่เจียงในเวลา ๑๔.๐๐ น. สนุกสนานตื่นตาตื่นใจกับการได้ชมเมืองเก่า สวยงามมีเอกลักษณ์เห็นภาพในอดีต ตลอดจนแนวทางการดำรงชีวิตของคนรุ่นเก่า

บ้านเมืองเราอย่างเช่นเชียงใหม่ ถ้าคิดจะรักและหวงแหนสิ่งเก่า ๆ ให้คู่บ้านคู่เมือง เชื่อไม่แพ้ต้าลี่ ลี่เจียง ปัจจุบันนี้พูดตามตรงถ้าไม่มีบารมี มรดกโลก เชียงใหม่เละไปแล้วครับ ยกตัวอย่าง สะพานนวรัตเก่าเป็นสะพานเหล็กก็รื้อทิ้ง กำแพงเดิม ๆ สมัยผมเป็นเด็กจำได้ตระหง่านน่าเกรงขาม ถูกทุบทำลายรู้สึกตัวเกือบจะสาย คูรอบเมืองก็ถมแทนที่จะเก็บไว้แล้วใช้เรือพายวิ่งรอบคูเมืองก็คงเป็นจุดขายได้ ฯลฯ ยิ่งเศร้าใจสุด ๆ ก็เจดีย์ต่าง ๆ สมัยผมเป็นเด็กสวยงามครบองค์กลับถูกเจาะทำลาย เขตพื้นที่ก็ถูกรุกเหลือพื้นที่ชิดฐานเจดีย์ไม่เหลือความศักดิ์สิทธิ์ใด ๆ ให้ปรากฏ ไม่นานคงถูกรื้อทิ้งเจ้าหน้ากรมศิลป์อ้างเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ คนในพื้นที่ก็ละเลย..จบครับพูดไปก็ยิ่งยาว..อยู่กันไปไม่นานก็ตายจากกัน
DSC_0285.JPG
DSC_0286.JPG
DSC_0287.JPG
DSC_0289.JPG
DSC_0290.JPG
DSC_0292.JPG
DSC_0293.JPG
มีเวลาเหลือ ถึงโรงแรมผมเฮียใหญ่และคุณนาย ๓ คนชวนกันไปเดินเที่ยวตลาดซึ่งอยู่ข้าง ๆ กับโรงแรม ส่วนคุณชัยวัฒน์ และคุณ พรต ขอตัวจัดของครับ ตลาดมีสินค้ามากมาย ถูกใจเฮียใหญ่ เฮียแกเดินชมสินค้าพูดคุยกับแม่ค้า สอบถามราคาเปรียบเทียบราคา ต่างกับผมที่เดินดูไปอย่างงั้น ๆ สิ่งที่ผมดูคือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นทุกคนต่างแสวงหา ทำมาหากินเพื่อชีวิตรอดไม่มีอะไรเกินกว่านี้ ชีวิตนี้ช่างเป็นทุกข์ซะเหลือเกิน แล้วเราจะกลับมาเวียนว่ายตายเกิดกันอีกหรือ ? ส่วนคุณนายคงสนุกสนานกับสินค้าสวย ๆ งาม ๆ มองหาของฝากหลานน้อยครับ ๕๕๕.
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 21 มิ.ย. 2019, 04:50

:) :Dสังเกตุนะครับตลาดเขาใหญ่มากครับ นี่แค่ตลาดเดียว ยังมีอีกหลาย ๆ ตลาดลี่เจียงเติบโตกว้างใหญ่ไพศาลจริง เรา ๓ คนเดินไปได้แค่ช่วงเดียว ดูเวลาแล้วบ่ายโมงซะแล้วอย่ากระนั้นเลยหาของกินดีกว่า เชื่อไหมครับผมได้กินเฟอ หมี่สด ของแท้ดั้งเดิมสุดอร่อย จำรสชาดได้สมัยที่ทำงานกับพวกก๊กมินตั๋งที่ดอยแม่สะลอง ตอนนั้นเราเป็นลูกน้องยังเป็นชั้นประทวนไม่ได้เจอตัวเป้ง ๆ ของก๊กมินตั๋ง เสร็จงานเราก็ได้เดินเที่ยวหาดื่มสุรายาเมาไปกับเพื่อน ๆ ก็ได้กินหลาย ๆ อย่างที่ชาวจีนอพยพได้นำติดตัวมาและมาเผยแพร่ในบ้านเมืองเรา ปัจจุบันเฟอท่านหากินได้แถว ๆ แม่สายครับ

ผมจะพยายามคัดเลือกภาพมาให้ได้ชม เพราะเก็บภาพไว้เยอะมากครับเรียกว่าลานตา ถูกใจบ้างไม่ถูกใจบ้างไม่ว่ากันนะครับ ชมไปเรื่อย ๆ อยากให้ไปเห็นกับตาจะดีกว่าแต่สำหรับท่านที่เคยไปมาแล้ว ก็นำภาพมาเปรียบเทียบกัน เชื่อจะได้คนละมุมคนละ Feel แน่นอน :lol: :lol:
แนบไฟล์
35054.jpg
35055.jpg
S__17580034.jpg
เมื่อมองภาพนี้ความคิดผมแสนเสียดายเพราะลี่เจียงเป็นเมืองภูเขา วันนั้นเราไม่ได้ขึ้นไปนั่งชมบรรยากาศจากยอดเขาได้เดินเที่ยวในตัวเมืองเพลิดเพลินไปกับบ้านเรือนเก่า ๆ กับคลองน้ำใสไหลผ่านใจกลางเมือง
DSC_0776.JPG
แต่จะว่าพวกเราไม่ได้เห็นสภาพตัวเมืองของลี่เจียงก็หาไม่เพราะวันที่เราปั่นไหลลงมาจากแชงกีลา ก็มีหลาย ๆ ช่วงที่พวกเราได้เห็นตัวเมืองที่ซ่อนอยู่ในหุบเขา เสียตรงที่เราไม่ได้นั่งชมพินิจพิจารณา(ตามสไตล์ผม) คือตั้งหน้าตั้งตาระมัดระวังไม่ให้จักรยานเสียหลักคงมีบ้างที่ชำเลืองมองตัวเมือง เรียกว่าเสียดายสังเกตุภาพเบลอเพราะไม่ได้จอดและหามุมถ่ายภาพ เป็นอีกเหตุการณ์หนึ่งที่ผมรู้สึกผิดกับคัวเอง แต่พอคิด ๆ ก็พอรับได้ไม่โทษตัวเองเพราะตอนนั้นวันนั้น ตลอดข้างทางเขาสร้างรั้วไว้ตลอดแนวเพื่อความปลอดภัย และที่สำคัญจำได้เขาไม่ได้มีที่จอดให้ชมวิวเหมือนบ้านเรา ที่จุดไหนเหมาะมองทิวทัศน์ได้สวยงาม กรมทางก็จะสร้างที่พักเป็นจุดชมวิวไว้บริการ แต่เมืองจีนไม่เห็นครับ (คนไทยใจดีกว่าเนาะ ๕๕)
DSC_0298.JPG
DSC_0299.JPG
DSC_0300.JPG
DSC_0301.JPG
DSC_0302.JPG
S__17580037.jpg
S__17580038.jpg
S__17580040.jpg
S__17580043.jpg
S__17580050.jpg
S__17580051.jpg
S__17580055.jpg
S__17580056.jpg
S__17580058.jpg
S__17580049.jpg
S__17580052.jpg
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 21 มิ.ย. 2019, 05:39

:) :) :) :D :D :D
แนบไฟล์
S__17580046.jpg
เฟอนี่จะทำจากถั่วน่าจะเป็นถั่วเหลืองครับ เขานำมาแช่น้ำแล้วไปโม่นำไปต้มคน ๆ อย่าให้ไหม้ก้นเด็ดขาด จนมันสุกได้ที่แล้วเทใส่ถาดปล่อยให้เย็นจะจับตัวตามลักษณะภาชนะ (เท่าที่เคยเห็นนะ) เวลาทานเขาจะตัดเป็นชิ้น ๆ ใส่ถั่วคั่ว พริกน้ำมัน น้ำส้มราด(ต้องปรุงจำสูตรไม่ได้) ผักชีต้นหอม โรย มีประโยชน์ อร่อยครับ ถูกใจ

พูดถึงอาหารจีน (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี) อาหารจีน หมายถึงอาหารที่ประกอบขึ้นตามวัฒนธรรมของชาวจีน ซึ่งรวมทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ ไต้หวันและ ฮ่องกง ซึ่งมีหลากหลายชนิดตามแต่ละท้องถิ่น โดยทั่วไปนิยมรับประทานอาหารจานผักและธัญพืชเป็นหลัก นอกจากในราชสำนักที่จะมีอาหารประเภทเนื้อ อาหารที่รู้จักกัน เช่น ก๋วยเตี๋ยว ติ่มซำ หูฉลาม กระเพาะปลา วัฒนธรรมการกินเป็นการกินร่วมกันโดยอุปกรณ์การกินหลัก คือตะเกียบ

อาหารจีนจะมีอุปกรณ์การทำหลักๆเพียงสี่อย่างคือ มีด เขียง กระทะก้นกลม และตะหลิว สมัยชุนชิว-จั้นกั๋ว ได้เริ่มมีการแบ่งอาหารจีนเป็น 2 ตระกูลใหญ่ คือ อาหารเมืองเหนือ และอาหารเมืองใต้ กระทั่งต้นราชวงศ์ชิง ได้มีการแบ่งอาหารเป็น 4 ตระกูลใหญ่ ได้แก่

อาหารซันตง (鲁菜-หลู่ไช่)
อาหารเจียงซู (苏菜-ซูไช่)
อาหารกวางตุ้ง (粤菜-เย่ว์ไช่)
อาหารเสฉวน (川菜-ชวนไช่)

และปัจจุบันมี 8 ตระกูลใหญ่ โดยเพิ่ม

อาหารอันฮุย (徽菜-ฮุยไช่)
อาหารฮกเกี้ยน (闽菜-หมิ่นไช่)
อาหารหูหนัน (湘菜-เซียงไช่)
อาหารเจ้อเจียง (浙菜-เจ้อไช่)
S__17580053.jpg
DSC_0308.JPG
DSC_0310.JPG
DSC_0311.JPG
DSC_0312.JPG
S__17580052.jpg
S__17580057.jpg
DSC_0307.JPG
ขอให้สังเกตุตรงหน้าที่คุณนายนั่งมีป้ายสีเขียวเล็ก ๆ จะเห็นบาร์โค๊ด สำหรับสแกนจ่ายเงิน เห็นไหมครับจีนเขาไปไกลลิบแล้ว นี่แม่ค้าในตลาดสดนะครับไม่ใช่เจ้าเดียว มีหลายเจ้าที่ใช้วิธีการจ่ายเงินจากบัญชีโดยไม่ต้องใช้เงินสด เห็นแล้วสดวกสบายจังเลย อยากจะรู้จังถ้าเรามีบ้างจะจ่ายแบบนี้ได้ไหม คิดว่าคงไม่ได้เพราะเราไม่มีบัญชี แต่ไม่แน่ถ้าเราจะศึกษาและทำจากแบงค์ไทยมาเลยคงได้ เป็นการบ้านเดี๋ยวจะไปหารายละเอียดครับ
DSC_0312.JPG
DSC_0314.JPG
DSC_0315.JPG
DSC_0316.JPG
DSC_0317.JPG
DSC_0318.JPG
DSC_0319.JPG
DSC_0321.JPG
S__17580060.jpg
S__17580061.jpg
เที่ยวตลาดสดสนุกสนานหาของอร่อยทานจนอิ่ม เสร็จเรียบร้อยพอสมควรแก่เวลา เรา ๓ คนก็เดินกลับโรงแรมที่พักมาสมทบกับคุณ ชัยวัฒน์ คุณ พรต ที่กำลังนั่งรอรถที่จะมาจากต้าลี่มารับพวกเรา
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 23 มิ.ย. 2019, 06:13

:) :D อรุณสวัสดิ์ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุกท่าน ท่านทราบไหมครับว่า "ปัญหาสำคัญของการดำรงชีพของมวลมนุษย์ชาติทุกวันนี้เกิดจาก ความโลภ ความโกรธ ความหลง" คนได้พยายามสรรสร้างสิ่งใหม่ ๆ เพื่อให้ชีวิตได้อยู่กันอย่างสุขสบาย โดยไม่ตระหนักว่าความสะดวกสบายหรือความเจริญนั้น แท้จริงคือความเสื่อม ตามกฏของธรรมชาติ คนได้แก่งแย่งกันทำมาหากินสร้างอำนาจที่ยิ่งใหญ่ แบ่งก๊กแบ่งเหล่าแบ่งพวก เข้าห้ำหั่นกันนำเทคโนโลยี่ต่าง ๆ ที่สร้างขึ้นเข้ามาเป็นเครื่องมือในการทำลายกัน เทคโนโลยีหนึ่งที่ได้ผลอย่างชงัดและนิยมใช้กันทั่วทั้งโลกคือ Social Media ซึ่งการทำลายล้างกันในโซเซียลได้แก่การปล่อยข่าวที่ไม่เป็นจริงของฝ่ายตรงกันข้ามหรือที่เราเข้าใจและเรียกกันว่า Fake News เราจะมาศึกษาเรื่องนี้กันอย่างคร่าว ๆ ครับ

ผมได้ไปค้นคว้ามาเพียงนิดหน่อยจาก บทความวิจัย บทความวิชาการข่าวลวง :ปัญหาและความท้าทาย * FAKE NEWS: PROBLEMS AND CHALLENGES เฉลิมชั ย ก๊กเกียรติกุล 1* ธัญญนนทณัฐด่านไพบูลย์ 2 สำนักประธานกรรมการและการประชุม 1 และ 2 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ครับ ส่วนหนึ่งที่คัดมาอธิบายว่า :

:idea: :idea: พจนานุกรมออกซฟอร์ด (Oxford dictionaries) ให้นิยามคำว่า " fake " หมายถึง ปลอม/หลอกลวง
(Spurious) เทียม/ปลอมแปลง (Counterfeit) หรือเลียนแบบ/หลอก (Sham)

Wikipedia (2018) ให้นิยามคำว่า ข่าวลวง หมายถึงประเภทของสื่อสีเหลือง (Yellow journalism) หรือคือเป็นสื่อประเภทที่นำเสนอเรื่องราวข่าวที่แทบไม่มีข้อเท็จจริง ไม่ได้ผ่านการค้นคว้าในเชิงข่าวมาอย่างถูกต้อง แต่ใช้วิธีพาดหัวข่าวให้หวือหวาและอาจมีการใส่สีตีไข่จนเกินจริง หรือการโฆษณาชวนเชื่อ (Propaganda) ที่ประกอบด้วยการจงใจให้ข้อมูลที่ผิดพลาดหรือข้อมูลหลอกลวงเพื่อให้แพร่กระจายผ่านทางสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ รวมทั้งสื่อสังคม ข้อมูลปลอมหรือหลอกลวงส่วนใหญ่จะแพร่กระจายผ่านสื่อสังคม และบ่อยครั้งผ่านทางสื่อกระแสหลัก ทั้งนี้ ข่าวลวงเป็นข่าวที่เขียนและตีพิมพ์โดยมีเจตนาหลอกหรือให้เข้าใจผิดเพื่อสร้างความเสียหายแก่องค์กร หน่วยงาน หรือบุคคลและหรือเพื่อให้ได้รับผลประโยชน์ทางการเงินหรือทางการเมือง และมักใช้การพาดหัวข่าวด้วยข้อมูลที่สร้างขึ้นในการกระตุ้นอารมณ์หรือมีเจตนาทุจริตเพื่อเพิ่มยอดผู้อ่าน กระตุ้นให้มีการแชร์ต่อ และมีรายได้จากการคลิกของผู้อ่าน

คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) ให้นิยามข่าวลวง หมายถึงข้อมูลชุดหนึ่งที่ทำขึ้นมาโดยมีเจตนาจะบิดเบือนและโจมตีบุคคล กลุ่มคน หรือองค์กร และบางครั้งข่าวลวงหมายความรวมถึงการเขียนข่าวเชิงลบ การโฆษณาชวนเชื่อทางการเมือง และรูปแบบโฆษณาที่ชวนให้เข้าใจผิดจากทัศนคติของผู้รับสารรวมถึงการรายงานข่าวในรูปแบบเสียดสีและมีการใส่ข้อมูลที่ผิด โดยเจตนาโจมตีทางไซเบอร์ เมื่อนิยามอย่างแคบข่าวลวงเป็นข่าวที่ถูกสร้างขึ้นในการรายงานข่าว ซึ่งรวมถึงสำนักข่าว นักการเมือง รวมถึงบริษัทผู้ผลิตแฟลตฟอร์ม(European Commission, 2017)

ข่าวลวงในบริบทของการเมืองสหรัฐอเมริกามีการหยิบยกมาอภิปรายอย่างแพร่หลายในช่วงการเลือกตั้ง ประธานาธิบดี ค.ศ. 2016 พรรคเดโมแครตและริพับลิกันต่างกล่าวหาซึ่งกันและกันและกล่าวหาว่าสื่อมวลชนที่ไม่เป็นกลาง เข้าข้างอีกพรรคหนึ่งกุข่าวเท็จขึ้นมาใส่ร้าย ดังนั้นข่าวลวงในบริบทของการเมืองและการหาเสียงเลือกตั้งกลายเป็นข่าวโกหกและใส่ร้ายซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมทางการเมืองและดูเหมือนจะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วและควบคุมได้ยาก เนื่องจากมีการใช้สื่อใหม่เป็นเครื่องมือในการแพร่กระจาย (Friedman, 2018)

โดยสรุป ดังจะเห็นได้ว่ามีการให้ความหมายแตกต่างกัน แต่มีลักษณะร่วมบางประการ จึงสามารถสรุป ได้ว่า " ข่าวลวง " หมายความถึงข่าวที่มีเนื้อหาอันเป็นเท็จ หลอกลวง หรือข่าวสร้างสถานการณ์ รวมถึงการเขียนข่าว ที่ได้รับการสนับสนุนอย่างปิดบังหรือแอบแฝง ซึ่งนำเสนอในสื่อสังคมและแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ (Lazer, et al., 2018)

ประเภทของข่าวลวง

LSE Media Policy Project โดย Tambini (2017) แบ่งประเภทข่าวลวง ดังนี้

1. เนื้อหาที่สร้างขึ้น (Fabricated content) เป็นเนื้อหาข่าวที่เท็จทั้งหมด
2. เนื้อหาที่มีการจัดการ (Manipulated content) เป็นเนื้อหาข่าวที่มีการบิดเบือนจากข้อเท็จจริงหรือ เป็นการสร้างขึ้นจากจินตนาการ เช่น พาดหัวข่าวที่ต้องการสร้างเนื้อหากระตุ้นอารมณ์เพื่อเรียกร้องความสนใจจากผู้อ่านหรือผู้ชม หรือที่เราเรียกว่า “พาดหัวเรียกแขก” (Click bait) ฯลฯ
3. เนื้อหาแอบอ้าง (Imposter content) เป็นการแอบอ้างแหล่งข่าวที่แท้จริง เช่น การใช้ยี่ห้อหรือแบรนด์ขององค์กรที่น่าเชื่อถือหรือมีชื่อเสียง
4. เนื้อหาหลอกลวง (Misleading content) เป็นการใช้ข้อมูลเพื่อหลอกลวงให้หลงเชื่อ อาทิ การนำเสนอความคิดเห็นในรูปของข้อเท็จจริง
5. บริบทปลอมในการเชื่อมโยง (False context of connection) เป็นเนื้อหาที่ถูกต้องตามข้อเท็จจริงอาทิ การพาดหัวข่าวในบทความไม่ได้สะท้อนเนื้อหาของข่าวจริง
6. การเสียดสีและล้อเลียน (Satire and parody) เป็นการนำเสนอข่าวในลักษณะที่ขำขันในลักษณะที่เหมือนเป็นข้อเท็จจริงแต่เป็นข่าวลวง อย่างไรก็ตาม ข่าวประเภทนี้มักจะถูกถือว่าเป็นข่าวลวงประเภทหนึ่ง ซึ่งอาจไม่ได้หลอกผู้อ่านอย่างตั้งใจ แต่ต้องการเสียดสีและล้อเลียนมากกว่า

นักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้มีการพูดถึงปัญหาอินเทอร์เน็ตกับสื่อ มีหลายประการ มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง ดังนี้ (สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย, 2561)

1. ความเป็นนิรนาม (Anynomity) ทำให้คนทั่วไปกล้าพูดในสิ่งที่ตัวเองไม่กล้าพูดตอนมีตัวตนข้อเสียคือการไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำ ข้อดีก็คือความเป็นนิรนาม คนที่เป็นคนชายขอบถูกกดทับโดยสภาพสังคมกล้าที่จะแสดงออกมากขึ้นผ่านระบบออนไลน์ ทำให้ไม่ยึดติดกับตัวตนโดยเน้นเรื่องเนื้อหามากกว่า
2. ไร้การควบคุมคุณภาพ (Lack of quality control) ไม่ได้ผ่านการกรองหรือตรวจสอบเหมือนสำนักข่าวแบบดั้งเดิม ซึ่งถ้าพบว่ามีข้อมูลข่าวผิดก็ต้องใช้เวลาในการแก้ไขข้อมูล มีกระบวนการตรวจสอบได้ก่อนเผยแพร่ เพราะใครก็ได้สามารถแก้เป็นปัญหาและทางออกในเวลาเดียวกัน
3. มีผู้เสพข้อมูลมหาศาล (High potential audience) เข้าถึงคนได้มาก เป็นปัญหาในกรณีที่ทำความเดือดร้อนให้กับคน
4. แหล่งชุมชนคนสุดโต่ง (และคนชายขอบ) ในกรณีที่ไม่กล้าแสดงความเห็นในสังคมธรรมดา แต่เมื่อมาอยู่ในสื่อสังคมก็กล้าพูดในสิ่งที่สังคมทั่วไปอาจไม่ยอมรับ
5. ตลาดเสรีแห่งความคิดอันหลากหลาย หรือห้องแห่งเสียงสะท้อน (Echo chamber) ที่สามารถนำเสนอได้ทั้งข้อเท็จจริง ความเชื่อ ข่าวลือ อคติ
:idea: :idea:

:( :( ส่วนตัวผมนั้นใช้ทั้ง Line , Facebook , Message เจอข่าวลวงเยอะมาก ๆ แรก ๆ ผมก็เขวไปตามกระแส พอตั้งสติใช้สมาธิและปัญญาวิเคราะห์ แยกแยะ ผมสรุปนี่คือสงครามแห่งการทำลายล้างอย่างแท้จริงซึ่งมันมีอานุภาพยิ่งกว่าอาวุธที่ใช้ในการทำร้ายทำลายกัน ผู้ถูกใส่ร้ายเรียกว่าถูกฆ่าทั้งเป็นกว่าจะแก้ข่าวได้ ไม่เหลืออะไรแล้วถูกพิพากษาไปแล้ว ปัจจุบันผมคิด คิดนะ พยายามจะเลิกเข้าไปเกี่ยวข้องแต่มันก็จำเป็น ผมจึงเลือกเสพเฉพาะแหล่งที่เชื่อถือได้ แหล่งไร้สาระพยายามไม่เข้าไปเสพมัน ก็รู้สึกดีขึ้น สรุป เราจะปฏิเสธเทคโนโลยีคงไม่ได้ในยุคนี้แต่เมื่อเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ต้องใช้วิจารณญาณไม่ตกเป็นเหยื่อของ Fake News ครับ :) :)
แนบไฟล์
DSC_0323.JPG
รถจากต้าลี่มาถึงก่อนเวลา โชคดีที่เราพร้อมรออยู่ที่โรงแรมก่อนแล้ว รถมารับ ๒ คันเหมือนเดิมคันหนึ่งบรรทุกจักรยานและเฮียใหญ่ อีกคันหนึ่งบรรทุกคนที่เหลืออีก ๔ คน ออกจากต้าลี่เมื่อเวลาประมาณ ๑๕.๐๐ น.ผ่านเส้นทางสูงชันมาตลอดทางซึ่งเป็นเส้นทางเดิมที่พาเรามาครั้งแรก ช่วงเย็นเห็นมีด่านลอยของ ตร.ตั้งด่านตรวจ รถที่พาเรา ๔ คนวิ่งมาก่อน คนรถจอดรอเพื่อนที่ขับตามมา เขาอธิบายว่าเกรงจะเกิดปัญหา เพราะรถที่บรรทุกจักรยานเขาเล่าว่าใช้ผิดประเภท เกรงจะถูกตรวจจับ จึงต้องรอฟัง แต่โชคดีที่ไม่มีปัญหาอะไร
DSC_0328.JPG
DSC_0331.JPG
DSC_0332.JPG
DSC_0333.JPG
ถึงต้าลี่เกือบหกโมงเย็น เข้าโรงแรมที่พักโรงแรมเดิม เก็บสิ่งของต่าง ๆ เข้าโรงแรม พากันไปหาอาหารทานมื้อเย็นและปรึกษากัน เราเหลือเวลาอีกแค่ ๖ วัน (ต้องสแตมป์พาปอร์ตออกจากเมืองจีนที่ด่านก่วนเหลย) นับจากวันที่ ๒๖ เม.ย.๖๒ จึงปรึกษาหารือตกลงกันว่าเราจะเหมารถจากต้าลี่ - สิบสองปันนา แล้วไปปั่นเที่ยวในสิบสองปันนากันจะดีที่สุด

เฮียใหญ่ติดต่อกับเจ้าของโรงแรม ให้ติดต่อรถที่จะไปส่งพวกเรายังสิบสองปันนา สุดท้ายไม่สามารถหาได้เพราะเราสู้ราคาไม่ไหวเนื่องจากระยะทางไกล รถคงไม่อยากไปด้วยแต่ถ้าราคาตามที่เรียกก็คงไป (และนี่ก็คือชั้นเชิงธุรกิจ) สอบถามเรื่องรถประจำทางก็อ้างว่าจักรยาน ๕ คันใส่ไม่ได้แน่นอน เฮียใหญ่คงรู้แกว สุดท้ายเฮียจึงตัดสินใจว่า ไปตายเอาดาบหน้า รุ่งเช้าเราจะปั่นไปยังเมืองต้าลี่ใหม่ หารถประจำทางสู่สิบสองปันนา
DSC_0335.JPG
DSC_0336.JPG
DSC_0337.JPG
DSC_0338.JPG
DSC_0340.JPG
DSC_0341.JPG
DSC_0342.JPG
DSC_0343.JPG
DSC_0344.JPG
DSC_0345.JPG
DSC_0346.JPG
DSC_0347.JPG
DSC_0349.JPG
DSC_0353.JPG
พวกเราพักผ่อนเอาแรงไม่ได้ออกไปเที่ยวตระเวนราตรีในต้าลี่เมืองเมืองเก่า รุ่งเช้าเวลาแปดโมงกว่าเล็กน้อยเราก็อำลาต้าลี่เมืองเก่า ไปต้าลี่เมืองใหม่โดยปั่นไปตาม GPS ในมือถือของท่าน ชัยวัฒน์ (เชื่อใจเพียงเครื่องเดียวห้าม ใช้หลายเครื่องมันตีกันครับ) เป็นความสุขสมใจที่เรานึกว่าจะไม่ได้ปั่นในต้าลี่เมืองใหม่ซะแล้ว ทางที่เราเดินทางไปตามเนวีเกเตอร์ มันพาไปทางลัด เรียกว่าได้อารมณ์ดีทีเทียว เข้าตรอกซอกซอย เจอทางก่อสร้างหลบกันให้มันส์ในอารมณ์ เจอทางตันก็เจอ เจอทางก่อสร้างก็เจอ เจอทางซึ่งเขากำลังประท้วงต้องหลบลัดเลาะหาทางออก สนุกครับ ๕๕๕๕.

ขำ ๆ มาเล่าให้ฟัง เรื่อง ยักษ์ยังท้อ :

มีเด็กผู้ชายคนนึงเก็บตะเกียงเก่าได้ เขาเห็นว่ามันเก่าก็เลยเอามือถูๆ หวังจะให้มันใหม่ทันใดนั้นก็มียักษ์ปรากฎกายขึ้นมา ...

ยักษ์ : เจ้าเป็นผู้ปลดปล่อยข้า ข้าจะให้พรเจ้า1ข้อ

เด็ก : ทำไมให้น้อยจัง

ยักษ์ : อย่าเรื่องมากจะเอามั้ย

เด็ก : ข้าอยากได้มังกรนะ

ยักษ์ : มึงจะบ้าหรอ ขอที่มันเป็นไปได้สิวะใครจะไปหาให้มึงได้มังกรน่ะ

เด็ก : งั้นขอให้ประเทศไทยสงบสุข คนทำชั่วต้องได้รับกรรมอย่างสาสม กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ ทหารกลับกรมกอง ศาลมีความเที่ยงตรง

ยักษ์ : พอ พอ พอเรยๆ มึงจะเอามังกรสีอะไรเดี๋ยวกูไปหาให้

๕๕๕...๕๕๕...ยักษ์ยังท้อ นับประสาอะไรกับพวกเราปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ "กรรม" เข้าไปดำเนินการนะ ๕๕๕.
แก้ไขล่าสุดโดย Deang-sarapee เมื่อ 23 มิ.ย. 2019, 07:14, แก้ไขไปแล้ว 2 ครั้ง.
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 23 มิ.ย. 2019, 06:44

:) :) พวกเราปั่นตามจีพีเอสซึ่งพาพวกเราลัดเลาะมาตามขอบทะเลสาปเอ๋อไฮ่ ซึ่งเป็นทะเลสาบตั้งอยู่บนที่ราบสูงที่ใหญ่เป็นอันดับสองในสาธารณรัฐประชาชนจีน รองจากทะเลสาบเตียนฉือ ฝั่งทะเลสาบมีความยาวโดยรอบ ๑๑๖ กิโลเมตร ความลึกเฉลี่ย ๑๑ เมตร และความจุน้ำ ๒.๕ ล้านลูกบาศก์เมตร เป็นทะเลสาบที่มีความสวยงามอย่างยิ่ง เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญและมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของมณฑลยูนนาน

ลัดเลาะมาน่าจะประมาณ ๒๕ กม. ก็เข้าสู่เมืองต้าลี่เมืองใหม่ เมืองใหม่จะแตกต่างเมืองเก่าตรงที่ มีสิ่งก่อสร้างเป็นตึกสูงเรียงกันเป็นแถว เป็นเหมือนอาพาตเม้นท์ที่อยู่อาศัย ปั่นในเมืองใหญ่แตกต่างกับปั่นริมทะเลสาป คนละอารมณ์ ในที่สุดเราก็บรรลุถึงที่หมายคือสถานีขนส่งไม่รู้แห่งที่เท่าไหร่ เดากันมาเมือถึงที่หมายเป็นหน้าที่เฮียใหญ่เข้าไปประสานหารถที่จะเดินทางสู่สิบสองปันนาต่อไป :) :D
แนบไฟล์
DSC_0347.JPG
DSC_0353.JPG
DSC_0356.JPG
DSC_0358.JPG
DSC_0361.JPG
DSC_0363.JPG
DSC_0367.JPG
DSC_0383.JPG
DSC_0385.JPG
DSC_0393.JPG
DSC_0397.JPG
DSC_0404.JPG
DSC_0407.JPG
DSC_0408.JPG
DSC_0418.JPG
DSC_0419.JPG
DSC_0425.JPG
DSC_0428.JPG
DSC_0430.JPG
DSC_0432.JPG
ในขณะที่เฮียใหญ่และคุณพรต เข้าไปประสานในอาคารขนส่ง ที่เหลือเรา ๓ คน อยู่ข้างนอกเฝ้าฟัง ผมนั้นมั่นใจมีลางสังหรณ์ที่ดีว่าเรามาถูกทิศถูกทาง ต้องได้ไปตามเป้าหมายแน่นอน คนเราชั่วเจ็ดทีดีเจ็ดหน เราจะพบกับความผิดหวังตลอดคงไม่น่าจะใช่ ด้วยเล่ห์เหลี่ยมของธุรกิจเขาเล่าว่า "มันต้องกล้าได้กล้าเสีย" เฮียจึงตัดสินใจปฏิเสธที่จะเหมารถ แต่พาพวกเราไปผจญภัยไปตายเอาดาบหน้า ดังนั้นดาบนี้ขอให้สมหวังสักครั้งนะครับเฮีย. ๕๕๕.
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 24 มิ.ย. 2019, 05:38

:) :D อรุณสวัสดิ์ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพทุก ๆ ท่าน เมื่อวานผมนำเสนอคำว่า Fake News หรือข่าวลวงไปแล้ว ยังมีอีกคำหนึ่งที่เชื่ออย่างฝังใจว่าไอ้เพราะคำ ๆ นี้นี่แหละที่ทำให้สังคมมันวุ่นวาย คนมันเกลียดชังกันจนถึงกับสุดท้ายต้องเข้าห้ำหั่นกัน คำนี้คือ Hate Speech ครับ :) :)

:idea: :idea: Hate Speech หรือประทุษวาจา หมายถึง คำพูดที่เป็นการ ข่มขู่ คุกคาม สบประมาท หรือยั่งยุให้เกิดความเกลียดชัง การเลือกปฏิบัติ หรือความรุนแรง มักเป็น เรื่องเชื้อชาติ ศาสนา สีผิว เพศ เป็นต้น

Hate Speech online ผศ.ดร.พิรงรอง รามสูต ให้ความหมายว่า “ความเกลียดชังออนไลน์” คือ การใช้คำพูดหรือ การแสดงออกทางความหมายใด ๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อโจมตีกลุ่มบุคคลหรือปัจเจกบุคคล โดยมุ่งไปที่ ฐานของอัตลักษณ์ซึ่งอาจจะติดตัวมาแต่ดั้งเดิม หรือเกิดขึ้นภายหลังก็ได้ เช่น เชื้อชาติ ศาสนา สีผิว สถานที่เกิด/ ที่อยู่อาศัย อุดมการณ์ทางการเมือง อาชีพ หรือลักษณะอื่นที่สามารถทำ ให้ถูกแบ่งแยกได้ การแสดงความเกลียดชังที่ปรากฏอาจเป็นการเหยียดหยามศักดิ์ศรี หรือลดทอนคุณค่าความเป็นมนุษย์ หรือยุยงส่งเสริมให้เกิดความเกลียดชัง ตลอดจนการส่งเสริมให้เกิดความรุนแรงด้วยก็ได้ทั้งที่เป็นคำพูด ตัวอักษร ภาพวาด ภาพถ่าย ภาพกราฟฟิก ภาพเคลื่อนไหว ภาพยนตร์ เพลง และการสื่อความหมายใน เชิงสัญลักษณ์อื่น ๆ ทั้งที่เป็นการผลิตขึ้นมาใหม่ การผสมผสานเนื้อหาใหม่กับเนื้อหาที่มีการผลิตไว้แล้ว และการนำเสนอเนื้อหาที่ผลิตไว้แล้วในรูปแบบใหม่ผ่านพื้นที่ออนไลน์ซึ่งเข้าถึงได้โดยมีเทคโนโลยี เครือข่าย หรือเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
:idea: :idea:

คำพูดเกลียดชัง Hate Speech คำพูดหลอกลวง Fake News สองคำนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ที่ทำให้สังคมของเรา ต้องมีปัญหา ทั้งในไลน์ เฟชบุค หรือ เเมสเซท อยากจะบอกว่าร้อยละ ๘๐ แทบเชื่อไม่ได้ สื่อโทรทัศน์บางช่องสมควรปิดได้เสนอแต่เรื่องไม่จริงกับผลิตคำพูดที่น่าเกลียดชัง แปลกคนเราไม่มีวิจารณญาณในการรับชมรับฟังเลยหรือ ? ฝากทุกท่านยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งข่าวสาร แต่เราต้องใช้ "ปัญญา" ในการรับชมรับฟังนะครับ :( :(
แนบไฟล์
66783.jpg
66780.jpg
DSC_0434.JPG
ก่อนนอนผมสวดมนต์ภาวนาแผ่เมตตาจิตให้สรรพสัตว์ทั้งหลายและไม่ลืมอธิษฐานจิตขอให้ได้ไปสิบสองปันนาตามต้องการ อย่ามีอุปสรรคใด ๆ ดังนี้ "สาธุ ๆ ขอตั้งจิตอธิฐานบุญใดกุศลใดที่ได้บำเพ็ญมาแล้วขอให้ข้า ฯ มีศีลดีมีสมาธิดีมีปัญญาดีทุกขณะจิตทุกขณะอารมณ์ ดับทุกข์ได้ดับทุกข์ได้ พรุ่งนี้เช้าคณะเราจะเดินทางไปติดต่อรถกลับสิบสองปันนา ขอบารมีองค์ธรรมเมตตาให้ประสบผลสำเร็จได้ไปสมปรารถนาจงทุกประการอย่าได้ติดขัดขัดข้องด้วยประการใด ๆ เทอญ สาธุ ๆ "

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ ผมทำแบบนี้จริง ๆ เพราะถือว่าเป็นวิกฤตและนาทีสุดท้ายแล้ว ผลหลังจากที่เฮียและคุณพรต เข้าไปประสานติดต่อ เมื่อทั้ง ๒ ออกมาบอกให้พวกเรารีบพาจักรยานและสัมภาระ เข้าไปยังชานชาลา รถจะออเวลา ๑๐.๓๐ น. "สุดยอดครับ"
DSC_0435.JPG
DSC_0436.JPG
DSC_0437.JPG
DSC_0438.JPG
DSC_0439.JPG
รถจะวิ่งจากต้าลี่ - สิบสองปันนา โดยใช้เส้นทางผ่านเมืองผู่เอ๋อ ที่คณะของเราตั้งโปรแกรมตั้งแต่เริ่มต้นว่าจะนั่งเรือจาก อ.เชียงแสน - ท่าเรือเมืองก่วนเหลย แล้วปั่นจากก่วนเหลย - ผู่เอ๋อ - ต้าลี่ - ลี่เจียง - แชงกีลา ขากลับเราจะนั่งรถกลับจาก แชงกีลา - ก่วนเหลย

แต่สุดท้ายเมื่อวีซ่า ได้รับอนุญาติเพียง ๑๕ วัน โปรแกรมก็ต้องเปลี่ยน เป็นนั่งรถจากห้วยทราย สปปล.ลาว - แชงกีลา ปั่นจากแชงกีลา - ลี่เจียง สลับนั่งรถจากลี่เจียง - ต้าลี่ - สิบสองปันนา
DSC_0440.JPG
DSC_0442.JPG
DSC_0443.JPG
DSC_0455.JPG
DSC_0460.JPG
DSC_0472.JPG
DSC_0482.JPG
DSC_0492.JPG
DSC_0503.JPG
DSC_0512.JPG
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...

Re: ????...คุณลุง - คุณป้า พา เที่ยว ...???

โพสต์ โดย Deang-sarapee » 24 มิ.ย. 2019, 05:57



:o :o ตลอดเส้นทางจาก ต้าลี่ - ผู่เอ๋อ - สิบสองปันนา ถ้าเป็นการปั่นคิดนะครับว่าคงลำบากแน่ ๆ เวลาคงต้องหลายวันเพราะเส้นทางสูงชัน ยังไม่พอมีการก่อสร้างทางเป็นช่วง ๆ ไม่มีช่วงไหนเลยที่มองแล้วจะสบาย โชคดีที่เราตัดสินใจถูกต้อง นั่งบนรถชมทัศนียภาพวิวทิวทัศน์ ของธรรมชาติเพลินตาเพลินใจ รถพาเรามาจอดร้านอาหารแห่งหนึ่งเป็นเวลาเย็นครับจอดให้ผู้โดยสารได้ทานอาหารเย็น เพราะรถจะถึงสิบสองปันนาไม่ต่ำกว่าเที่ยงคืนครับ :o :o
แนบไฟล์
DSC_0472.JPG
DSC_0475.JPG
DSC_0476.JPG
DSC_0482.JPG
DSC_0487.JPG
DSC_0494.JPG
DSC_0501.JPG
DSC_0503.JPG
DSC_0504.JPG
DSC_0512.JPG
DSC_0513.JPG
DSC_0517.JPG
DSC_0519.JPG
DSC_0532.JPG
DSC_0536.JPG
DSC_0557.JPG
DSC_0561.JPG
DSC_0569.JPG
DSC_0571.JPG
DSC_0572.JPG
ขำ ๆ พอผ่อนคลายครับ


$นอนไม่ค่อยหลับ$

ณ ร้านสะดวกซื้อแห่งหนึ่ง

ลูกค้า : คุณครับ มีผ้าอนามัยขายมั้ยครับ

คนขาย : มีค่ะ จะซื้อไปให้แฟนใช้เหรอคะ

ลูกค้า : ป่าวครับ ผมจะซื้อใส่เองนี่แหละครับ

คนขาย : ทำไมอ่ะคะ

ลูกค้า : พอดี ผมเป็นคนนอนไม่ค่อยหลับอ่ะครับ แล้วเห็นเค้าบอกว่า ถ้าใส่แล้ว จะช่วยให้หลับสนิทตลอดคืน

คนขาย : !!!!!!!!!
$$$%%%%$$$$$
แก้ไขล่าสุดโดย Deang-sarapee เมื่อ 25 มิ.ย. 2019, 20:08, แก้ไขไปแล้ว 1 ครั้ง.
http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=72&t=890159 ......จักรยานธุดงค์.......

http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=587&t=1772820 ...คุณลุง - คุณป้า พาเที่ยว...


ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 14 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน